วัดศรีโคมคํา

วัดศรีโคมคำ ตั้งอยู่ริมกว๊านพะเยา อ.เมือง จ.พะเยา เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองพะเยา สร้างราวพุทธศตวรรษที่ 20 ประดิษฐาน พระเจ้าตนหลวง พระพุทธรูปใหญ่ที่สุด และเก่าแก่ที่สุดในแผ่นดินล้านนา”วัดศรีโคมคำ”เป็นชื่อทีใช้ ทางราชการแต่ชาวบ้านโดยทั่วไป ยังคงเรียกตามชื่อเดิมว่า วัดพระเจ้าตนหลวง หรือวัดทุ่งเอี้ยงเนื่องจาก มีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ เป็นประธานของวัด ที่มีประวัติความ เป็นปรากฎ ตามตำนาน เกี่ยวข้องกับการเสด็จ มาของพระพุทธเจ้ารวมถึงการแสดง พุทธทำนายเกี่ยวกับการสร้างพระเจ้าตนหลวง ในบริเวณที่เป็นหนองเอี้ยง สันนิษฐานว่าวัดศรีโคมคำสร้างราว พ.ศ. 2067 ภายหลังจากที่มีการสร้างพระพุทธรูป ขนาดใหญ่ ซึ่งปัจจุบันเรียกติดปาก กันว่า “พระเจ้าตนหลวง”สำหรับพระเจ้าตนหลวงองค์นี้ เป็นพระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัยหน้าตักกว้าง 14×16 เมตร ปัจจุบันประดิษฐานเป็น พระประธานในวิหารหลวง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราวปีพ.ศ. 2034 ในสมัยพระยาเมืองยี่ครองเมืองพะเยา (สมัยพระยอดเชียงราย กษัตริย์ลำดับที่ 13 แห่งราชวงค์มังรายของเชียงใหม่ ) ต่อมาในสมัยพระยาอุปราชเจ้าบุรีย์รัตน์ได้ทำการ ก่อสร้างพระวิหาร ,เสนาสนะต่างๆและลำดับต่อมาก็ได้ตั้งเป็น วัดขึ้นในสมัยของพระยาตู้ ครองเมืองพะเยา ชาวพะเยาถือเป็น พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง เดือนหกของทุกปีจะมีงานนมัสการพระเจ้าตนหลวง

วัดนันตาราม

ตั้งอยู่บ้านดอนไชย ในเขตเทศบาลตำบลเชียงคำ จังหวัดพะเยา เป็นวัดที่อนุรักษ์วิหารศิลปะแบบไทยใหญ่ตัววิหาร สร้างด้วยไม้สักทั้งหลักตกแต่งลวดลาย ฉลุไม้อย่างสวยงาม ตามส่วนประกอบต่าง ๆ เช่น หน้าบัน หน้าต่าง ระเบียง เป็นต้น ทั้งลวดลายแกะสลัก หลังคาซ้อนชั้นมุงแป้นเกล็ดหรือกระเบื้องไม้ที่ลดหลั่นลงตัว ส่วนภายในวิหารก็ดูขรึมขลังเปี่ยมไปด้วยพลัง แห่งศรัทธา เมื่อเดินเข้าไปจะพบกับองค์พระประธานที่เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย แกะสลักจากไม้สักทองลงรักปิดทองทรงเครื่องแบบ ไทยใหญ่ ประดิษฐานบนฐานไม้ที่ฉลุลวดลายอย่างสวยงาม โดยข้าง องค์พระประธาน มีพระพุทธรูปหินขาว และพระพุทธปฏิมา ประธาน ไม้สักทองที่ต่างเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยทรงเครื่องแบบไทยใหญ่อย่าง สมส่วนสวยงามประดิษฐานอยู่ มีเจดีย์แบบไทย ใหญ่ มีพิพิธภัณฑ์ธนบัตรเก่า เครื่องใช้โบราณ ผ้าลายโบราณ และภาพวาดโบราณเกี่ยวกับการเทศน์มหาชาติแต่ละตอน

สิ่งน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งในวิหารก็คือ “ธรรมาสน์” สีทองเหลืองอร่ามฉลุลวดลายอ่อนช้อยสวยงาม ที่ทำจำลองมาจากราชบัลลังก์ ของพม่าตั้งโดดเด่นอยู่ ส่วนถ้าแหงนหน้ามองเพดานก็จะพบกับลวดลายประดับกระจกสีที่งดงามวิจิตร ซึ่งทั้งพระพุทธรูปและ ศิลปกรรมต่างๆที่วัดนันตารามนั้นถือว่าทรงคุณค่าและน่าประทับใจแก่การไปเที่ยวชมเป็นอย่างยิ่งวัดนันตาราม เปิดให้เข้าชมเวลา 08.00 – 18.00 น.

วัดพระนั่งดิน

วัดพระนั่งดิน อัศจรรย์อันซีนไทยแลนด์ ตั้งอยู่ ตำบลเวียง อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา เป็นวัดที่องค์พระประธานของวัดไม่มี ฐานรองรับเหมือนกับพระประธานองค์อื่นๆ เคยมีราษฎรสร้างฐานรองรับเพื่ออัญเชิญพระประธานขึ้นประดิษฐานบนฐานรองรับ แต่ปรากฏว่าพยายามยกเท่าไรก็ยกไม่ขึ้น จึงเรียกสืบต่อกันมาว่า พระนั่งดิน นอกจากนี้ ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าขานสืบกันมาว่า เคยมีชาวบ้าน ได้พากันสร้างฐานชุกชีแล้วได้อันเชิญพระเจ้านั่งดินขึ้นประทับ แต่ได้เกิดเหตุอัศจรรย์ฟ้าได้ผ่าลงมาที่กลางพระวิหารถึง 3 ครา พุทธบริษัททั้งหลายจึงอาราธนาพระเจ้านั่งดินมาประดิษฐานบนพื้นดินดังเดิมตราบจนทุกวันนี้

ตำนานพระนั่งดิน
ตามตำนานกล่าวไว้ว่า พระยาผู้ครองเมืองพุทธรสะได้ค้นพบประวัติ(ตำนาน) เมื่อนมจตุจุลศักราช 1,213 ปีระกา เดือน 6 วันจันทร์ พระพุทธเจ้าได้เสด็จออกโปรดเมตตาสรรพสัตว์โดยทั่วทางอภินิหารจนพระองค์ได้เสด็จมาถึงเขตเวียงพุทธรสะ (อำเภอเชียงคำในปัจจุบัน) พระพุทธองค์ได้ประทับอยู่บนดอยสิงกุตตระ (พระธาตุดอยคำในปัจจุบัน) ทรงแผ่เมตตาประสาทพรตรัส ให้พระยาคำแดงเจ้าเมืองพุทธรสะในขณะนั้น สร้างรูปเหมือนพระองค์ไว้ยังเมืองพุทธรสะแห่งนี้ ครั้งเมื่อพระพุทธองค์ทรงตรัสจบ ก็ปรากฏว่าได้มีพระอินทร์หนึ่งองค์ พระยานาคหนึ่งตน ฤาษีสององค์ และพระอรหันต์สี่รูป ช่วยกันเนรมิตเอาดินศักดิ์สิทธิ์จาก เมืองลังกาทวีปเป็นเวลา 1 เดือนกับอีก 7 วัน จึงแล้วเสร็จ ครั้นเมื่อพระพุทธองค์ได้โปรดสัตว์ทั่วถึงแล้วจึงเสด็จเข้าสู่เมืองพุทธรสะ อีกครั้ง ทรงเห็นรูปเหมือนที่โปรดให้สร้างขึ้นนั้นเล็กกว่าองค์ตถาคต พระพุทธองค์จึงตรัสให้เอาดินมาเสริมให้ใหญ่เท่าพระพุทธองค์ จึงได้แผ่รัศมีออกครอบจักรวาลรูปปั้นจำลองได้เลื่อนลงจากฐานชุกชี(แท่น) มากราบไหว้พระพุทธองค์ตรัสกับรูปเหมือน พระพุทธองค์ที่ได้สร้างขึ้นนั้นว่า “ขอให้ท่านจงอยู่รักษาศาสนาของกูตถาคตให้ครบ 5,000 พระพรรษา” พระรูปเหมือนจึงได้น้อม รับเอาแล้วประดิษฐานอยู่ ณ พื้นดินที่นั้นสืบมา ด้วยเหตุนี้พุทธบริษัทจึงหมายเหตุเอาพระรูปเหมือนของพระพุทธองค์ว่า พระเจ้านั่งดิน

การเดินทางไปวัดพระนั่งดิน
รถส่วนตัว
ใช้ทางหลวงหมายเลข 1148 ลงไปทางทิศใต้ ห่างจากอำเภอเชียงคำ 4 กิโลเมตร วัดพระนั่งดินตั้งอยู่ทางขวามือ

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน เดิมเป็นที่ประทับของ เจ้าผู้ครองนครน่าน เรียกว่า “หอคำ” ภายในจัดแสดง ศิลปะ โบราณวัตถุ ต่างๆ ประวัติศาสตร์ และชีวิตความเป็นอยู่ ของชาวพื้นเมืองภาคเหนือ และชาวเขาเผ่าต่าง ๆ สิ่งสำคัญที่สุดคือ “งาช้างดำ” ซึ่งไม่ทราบประวัติความเป็นมา สันนิษฐานว่า เป็นงาข้างซ้าย มีสีน้ำตาลเข้มไปทางดำ มีรูปลักษณะเป็นงาปลียาว 94 เซนติเมตร หนัก 48 กิโลกรัม งาช้างดำนี้ ถือเป็นของคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดน่าน ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ มี ซุ้มต้นลีลาวดี ที่ขึ้นเป็นแถวเรียงรายแผ่ขยายกิ่งก้านโค้งโน้มเอียงเข้าหากันกลายเป็นอุโมงค์ต้นไม้ยิ่งใหญ่สวยงาม เรียกได้ว่า เป็นซิกเนอเจอร์อีก 1 จุดของ จังหวัดน่านที่เมื่อมาถึงแล้วต้องมาถ่ายภาพ
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน
ลักษณะตัวอาคารโอ่โถงงดงามก่ออิฐถือปูนแข็งแรง แต่ตกแต่งให้อ่อนช้อยสวยงามด้วยลายลูกไม้ นับเป็น สถาปัตยกรรมก่อสร้างที่ดีเด่นแห่งหนึ่งของ เมืองไทย ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์เป็นที่ตั้งอนุสาวรีย์เจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ผู้เป็นเจ้าของหอคำแห่งนี้ด้วย กรมศิลปากรได้รับมอบอาคารหอคำเพื่อใช้เป็น พิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติจังหวัดน่าน เมื่อปี พ.ศ. 2517 แล้วจึงนำโบราณวัตถุ ตลอดจนสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ศิลปะ โบราณคดี และชาติพันธุ์ วิทยาประจำท้องถิ่นมาจัดแสดงให้ชม อย่างมีระบบและ ระเบียบสวยงาม ส่วนที่เป็นห้องจัด แสดงชั้นล่าง จัดแสดงชาติพันธุ์วิทยาเกี่ยวกับล้านนา เช่น ลักษณะอาคาร บ้านเรือนและเครื่องใช้ใน ชีวิตประจำวัน การทอผ้าและผ้าพื้นเมืองน่านแบบต่างๆ ที่สวยงามมาก การสาธิตงานประเพณีและความเชื่อ ต่างๆ เช่น การแข่งเรือ จุดบ้องไฟสงกรานต์ และพิธีสืบชะตา เป็นต้น จัดแสดงห้องโถงข้างล่างนี้
นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงเรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่และเครื่องใช้ของชนกลุ่มน้อยในเมืองน่าน รวม 5 เผ่าด้วยกัน คือ ไทยลื้อ แม้ว เย้า ถิ่น และผีตองเหลือง ส่วนบริเวณห้องจัดแสดงชั้นบน เป็นการจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของเมืองน่าน การสร้างเมือง และ โบราณสถานที่สำคัญ รูปถ่ายโบราณ งานประณีตศิลป์ เครื่องใช้ เงินตรา อาวุธ ศิลาจารึก และเครื่องถ้วยชามที่ค้นพบในเมืองน่าน ที่สำคัญที่สุดได้แก่ ห้องเก็บ “งาช้างดำ” ซึ่งเป็นปูชนียวัตถุ คู่เมืองน่าน ตามประวัติกล่าวไว้ว่าได้มาจากเมืองเชียงตุง ตั้งแต่ครั้งโบราณ เมื่อเจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้ายถึงแก่พิราลัย เจ้านายบุตรหลานจึงมอบให้เป็นสมบัติของแผ่นดินพร้อม หอคอย ลักษณะของงาช้างดำนี้เป็นงาปลีเปลือกสีน้ำตาลเข้า ขนาดความยาว 97 เซนติเมตร วัดโดยรอบ 47 เซนติเมตร มีน้ำหนัก ประมาณ 18 กิโลกรัม ส่วนปลายมนมีจารึกอักษรธรรมล้านนา ภาษาไทยกำกับไว้ว่า “กิ่งนี้หนักหนึ่ง หมื่นห้าพัน” หรือประมาณ 18 กิโลกรัม

ภายในพิพิธภัณฑ์ เป็นที่ตั้งของวัดน้อย วัดที่ได้ชื่อว่าเป็นวัดที่เล็กที่สุดในประเทศไทย จากคำบอกเล่าที่สืบทอดต่อกันมาเชื่อว่า พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 63 เป็นผู้สร้างขึ้น โดยสาเหตุมาจากครั้งหนึ่งที่พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าและกราบบังคมทูลถึงจำนวนวัด ทั้งหมดในเมืองน่านแก่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แต่ปรากฏว่าในกราบบังคมทูล คราวนั้นพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯได้นับ จำนวนวัด เกินไปหนึ่งวัด จึงได้หาทางทำการสร้างวัดน้อย แห่งนี้ขึ้นมา เพื่อให้ครบตามจำนวนที่กราบบังคมทูลไป ซึ่งการเข้าเฝ้ารัชกาลที่ 5 นั้นจากหลักฐานปรากฏว่า มีเพียงครั้งเดียวคือ ในพ.ศ.2416 จึงสันนิษฐานกันว่าวัดน้อยแห่งนี้คงได้ทำการสร้างหลังจากนั้น รูปทรงของวัดเป็นวิหารก่ออิฐ ถือปูน ขนาดกว้าง 1.98 เมตร ยาว 2.34 เมตร สูง 3.35 เมตร แบบศิลปะล้านนา สกุลช่างน่านมีพระพุทธรูปและแผงพระพิมพ์ไม้ประดิษฐานอยู่ภายใน วัดน้อยแห่งนี้

รายละเอียดเพิ่มเติม
เวลาทำการ เปิดบริการทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์และวันอังคาร ตั้งแต่เวลา 09.00 น.- 16.00 น.

ค่าธรรมเนียมเข้าชม
ชาวไทย 20 บาท ชาวต่างประเทศ 100 บาท ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป นักเรียนในเครื่องแบบ นักบวชทุกศาสนา ไม่เรียกเก็บ
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน ถนนผากอง ตำบลในเวียงอำเภอเมือง จังหวัดน่าน 55000
โทรศัพท์ 054-710516 โทรสาร 054-772777

วัดพระธาตุเขาน้อย

วัดพระธาตุเขาน้อย ตำบลดู่ใต้ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน เป็นวัดราษฎร์ องค์พระธาตุตั้งอยู่บนยอดดอยเขาน้อย ซึ่งอยู่ด้าน ตะวันตกของตัวเมืองน่าน สร้างในสมัยเจ้าปู่แข็ง เมื่อปี พ.ศ. 2030 องค์พระธาตุเป็นเจดีย์ก่อ อิฐถือปูนทั้งองค์ เป็นศิลปะพม่าผสมล้านนา ภายในบรรจุพระเกศาธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัม พุทธเจ้าได้ รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ ในสมัยพระเจ้าสุริยพงศ์ผริต เดชฯ ระหว่างปี พ.ศ. 2449-2454 โดยช่างชาวพม่า และวิหารสร้างในสมัยนี้เช่นกันวัดพระธาตุเขาน้อย เป็นปูชนียสถานที่สำคัญ และเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของ จ.น่าน สันนิษฐานว่ามีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับพระธาตุแช่แห้ง ตั้งอยู่บนดอยเบาน้อย สูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 240 ม. หน้าวัดมีทางขึ้นเป็นบันไดนาค 303 ขั้น

จากวัดพระธาตุเขาน้อย สามารถมองเห็นทิวทัศน์โดยรอบของตัวเมืองน่าน ปัจจุบันบริเวณลานชมทิวทัศน์ ประดิษฐานพระพุทธมหา อุดมมงคลนันทบุรีศรีน่าน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางประทานพร บนฐานดอกบัวสูง 9 เมตร บนยอดพระเกศาทำจากทองคำหนัก 27 บาท สร้างขึ้นเนื่องในมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ฯ ทรงเจริญ พระชนมพรรษา 6 รอบ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2542

ทางรถขึ้นถึงตัววัด เมื่อขึ้นไปยืนบนยอดเขา จะมองเป็นทิวทัศน์ของเมืองน่าน ได้อย่างชัดเจน ตามประวัติ พระธาตุองค์นี้ สร้างโดย มเหสีรองของพญาภูเข็ง เจ้าผู้ครองนครน่าน เมื่อราวพุทธศตวรรณที่ 20 เจ้าผู้ครองนครน่านอีกหลายองค์ต่อมา ได้บูรณปฏิสังขรณ์ องค์พระธาตุ โดยตลอด จนกระทั่งมีการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ ในปี พ.ศ. 2449-2454 โดยช่างชาวพม่า ชื่อหม่องยิง
กรมศิลปากรได้ทำการสำรวจและขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อปีพ.ศ.2523 ด้วยความเป็นวัดที่อยู่บนเขาสูงจึง เป็นจุดชมทิวทัศน์ ที่สวยงาม อยู่ตรงลานปูน พระพุทธรูปปางลีลาองค์ใหญ่ คือพระพุทธมหาอุตมมงคมนันทบุรี ศรีเมืองน่าน สร้างเมื่อปีพ.ศ.2542 ถีอเป็นจุดเดียวที่เห็นเมืองน่านจากมุมสูง เราจะเห็นขุนเขา น้อยใหญ่ ตั้งทะมึน โอบล้อมเมืองน่าน เป็นฉากหลัง จุดนี้ยังแสดงให้ เราเห็นชัด ถึงลักษณะการตั้งเมือง ของทางภาคเหนือ ที่มักเลือก ทำเลที่ตั้ง บนที่ราบลุ่ม และหุบเขาด้วย
การเดินทางไปวัดวัดพระธาตุเขาน้อย
1.โดยรถยนต์ส่วนตัว
จากตัวเมืองน่านใช้เส้นทางเดียวกับวัดพญาวัด แต่เลยไปอีกราว 2 ม. ขึ้นเขาไป ก็จะถึงยอดเขาน้อยซึ่งเป็นที่ตั้งของวัด

วัดพระบรมธาตุแช่แห้ง

พระบรมธาตุแช่แห้ง พระธาตุคู่บ้านคู่เมืองของชาวน่าน วัดพระบรมธาตุแช่แห้งตั้งอยู่ที่บ้านหนองเต่า ตำบลม่วงตึ๊ด กิ่งอำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน อยู่ห่างจากตัวเมืองไปราว 2กม. เส้นทางสายน่าน-แม่จริม สันนิษฐานว่ามี อายุราว 600 ปี พญาการเมืองโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1891 เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่ได้มาจาก กรุงสุโขทัย องค์พระธาตุมีีความสูง55.5 เมตร ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างด้านละ 22.5 เมตร บุด้วยทอง เหลืองหมดทั้งองค์ เป็นโบราณสถาน ที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของล้านนา ทุกปีจะมีงานนมัสการ พระบรมธาตุแช่แห้ง ระหว่างวันขึ้น 11 ค่ำ ถึง 15 ค่ำเดือน 6 ทางเหนือ ซึ่งจะอยู่ราวปลายเดือนกุมภาพันธ์หรือต้นเดือนมีนาคมของทุกปี พระบรมธาตุแช่แห้งปูชนียสถานที่สำคัญของเมืองน่าน มีอายุกว่า 600 ปี ตามพงศาวดาเมืองน่านกล่าวว่าพญาการเมืองโปรดเกล้าให้ สร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ได้มาจากเมืองสุโขทัยระหว่างปี พ.ศ.1891-1901 สถาปัตยกรรมด้านโบสถ์ของวัดพระธาตุแช่แห้ง ที่สำคัญและแสดงให้เห็นถึงแบบอย่างสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมสกุลช่างน่าน

พระบรมธาตุแช่แห้งเป็นศิลปะการก่อสร้าง ที่มีความวิจิตรงดงาม อีกแห่งหนึ่ง ของภาคเหนือ ที่เป็นศิลปะ การก่อสร้าง ที่ได้รับอิทธิพล การก่อสร้างมาจากเจดีย์พระธาตุหริภุณไชย โดยมีลักษณะโดยรอบๆ ของ องค์พระธาตุ คือจะมี การบุรอบองค์ ด้วยทองจังโกในส่วน ของทางเดิน ขึ้นสู่งองค์พระธาตุนั้น จะเป็นตัวพญานาค หน้าบันเหนือประตูทางเข้าลักษณะของการปั้น จะเป็นลายนาคเกี้ยวที่เป็น เอกลักษณ์เฉพาะของ ช่างฝีมือและของ ศิลปะ ของจังหวัดน่านโดยแท้จริง ชาวเมืองล้านนามีความเชื่อกัน ว่าการ ได้เดินทางไปสักการบูชากราบไหว้นมัสการองค์พระธาตุแซ่แห้ง หรือชาวล้านนาจะเรียกกันว่า การชูธาตุ แล้วนั้นจะทำได้รับ อานิสงค์อย่างแรงกล้า ทำให้ชีวิตอยู่ดี มีสุข ปราศจากโรคภัยต่างๆ มาเบียดเบียน หน้าที่การงานเจริญก้าวหน้า เป็นต้น และหากใครที่จะเดินทางได้นมัสการองค์พระธาตุแซ่แห้ง นั้น สามารถเดินทางไปได้ทุกวัน ซึ่งจะเปิดให้เข้านมัสการตั้งแต่เวลา 06.00-18.00 น.
สิ่งที่น่าสนใจ
1. วิหารหลวง
อยู่ทางด้านทิศใต้ขององค์พระธาตุเป็นวิหารขนาดใหญ่ 6 ห้อง ห้องกลางมีขนาด 3 ห้อง และต่อชั้นลดออกไปทางด้านหน้า 2 ห้องและ ด้านหลัง 1 ห้อง ภายในวิหารหลวงมีพระเจ้าล้านทองเป็นพระประธาน พุทธลักษณะปาง มารศรีวิชัยศิลปะล้านนา ประทับนั่งบนฐาน เป็นพระพุทธรูปองค์ที่สวยงามในจังหวัดน่านองค์หนึ่งและ เป็นพระพุทธรูป คู่บ้านคู่เมืองมาช้านาน พระพุทธรูปประทับยืน ประดิษฐานใน วิหารหลวงจำนวน 2 องค์ปัจจุบัน องค์จริงมอบให้พิพิธภัณฑ์ จ.น่านอีกองค์ ถูกโจรกรรมและยังไม่ได้กลับคืน องค์ที่เห็นจำลองจาก องค์จริงทำพิธีหล่อเททองเมื่อ ปี 2550หน้าบันประตูของวิหารหลวงเป็นปูนปั้นลายนาคเกี่ยวกระหวัดกัน 8 หัว เอกลักษณ์ของศิลปะ เมืองน่าน

2.วิหารพระเจ้าทันใจ
สร้างด้วยคอนกรีตหลังคาไม้มุงด้วย กระเบื้องดิน รูปแบบวิหารโถง ทรงจัตุรมุข กว้าง 11 เมตร ยาว 11เมตร และรอยพระพุทธบาท จำลอง ปัจจุบันบูณณะดูใหม่และงดงามยิ่งขึ้น
3.เจดีย์วัดพระธาตุแช่แห้ง
องค์กระธาตุแช่แห้งเป็นพระธาตุที่มีขนาดสูงถึง 55.5 เมตร ตั้งอยู่บนฐาน สี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างด้านละ 22.5 เมตร มีสีเหลืองอร่าม เนื่องจากบุด้วยแผ่นทองเหลือง ลักษณะของเจดีย์ทรง ระฆัง ส่วนฐานทำเป็นฐานหน้ากระดานสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ รองรับฐานบัวลูกแก้ว ย่อเก็จ ถัดขึ้นไปเป็นฐานหน้า กระดานสี่เหลี่ยมและแปดเหลี่ยมซ้อนลดหลั่นกัน 3 ชั้นองค์ระฆังมีขนาดเล็กบัลลังก์ทำเป็นแท่นสี่เหลี่ยม ย่อเก็จ ฐานหน้ากระดานกลมเป็นกระดานสี่เหลี่ยมและแปดเหลี่ยม และชั้นบัวคว่ำเหนือฐานแปดเหลี่ยม ตกแต่งคล้ายกลีบบัว หรือลายใบไม้แทนลายดังกล่าวนี้คงได้้รับอิทธิพลจากศิลปะพม่า ซึ่งนำมาต่อเติมขึ้นภายหลัง เมื่อล่วงเข้า พุทธศตวรรษที่ 24 แล้ว

4.วิหารพุทธไสยาศน์
อยู่ทางด้านหน้านอกกำแพงแก้วขององค์พระธาตุแช่แห้ง มีเจดีย์สีขาวศิลปะพม่าเป็นเจดีย์ที่จำลองมาให้ชาวพุทธได้บูชา ชาวบ้าน เรียกว่า พระธาตุเชวาดากองตั้งอยู่ทางซ้ายมือเมื่อเดินขึ้นมาถึงบริเวณล้านด้านหน้าวัดพระธาตุวิหาร ก่อสร้างตามแนวยางขององค์พระ มีประตูทางเข้าด้านหลังคือ ทิศใต้
5. บันไดนาค
บันไดนาค 2 ตัว คู่กันซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าทางเข้าพระบรมธาตุซึ่งสามารถเห็นวิวทิวทัศน์ของเมืองน่านได้ในบริเวณกว้าง

น้ำพุร้อนแม่ภาษา

น้ำพุร้อนแม่ภาษา ตั้งอยู่ใน ตำบลแม่กาษา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก การเดินทางไปน้ำพุร้อนสะดวกสบาย ใช้เวลาเดินทางเพียงประมาณยี่สิบกว่านาที จากเมืองแม่สอด น้ำพุร้อนแม่กาษา บริเวณโดยรอบบ่อน้ำพุร้อนมีป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ มีการปรับปรุงตกแต่งสนามหญ้าและสวนหย่อม มีน้ำพุร้อนให้สำหรับต้มไข่ มีบ่อน้ำแร่ให้แช่เท้า และมีห้องอาบน้ำแร่ น้ำพุร้อนแม่ภาษา เป็นน้ำพุขนาดเล็กที่ล้อมรอบด้วยภูเขาสูงและไร่นาของชาวบ้าน ผุดขึ้นมาจากดิน มีความร้อนประมาณ 70-80 องศาเซลเซียส ธารน้ำร้อนที่พุ่งออกมาผสมกับน้ำจากผิวดินที่เป็นน้ำเย็น เกิดเป็นธารน้ำอุ่น มีกลิ่นกำมะถันอ่อนๆ และไอน้ำลอยกรุ่นขึ้นมา ตาน้ำร้อนมี 2 แห่ง ถ้าเป็นแห่งเล็กชาวบ้านนำหินไปวางล้อมไว้ ที่ปากบ่อจะมีน้ำเดือดผุดขึ้นมา สามารถต้มไข่ได้ ส่วนตาน้ำอีกแห่งมีขอบบ่อกั้นไว้ สามารถต้มไข่โดยแช่ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที น้ำพุร้อนแม่ภาษา เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวมามากมายมานั่งแช่เท้า โดยเฉพาะวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ ปัจจุบันมีห้องบริการอาบน้ำแร่และบ่ออาบน้ำ ซึ่งไม่มีกลิ่นฉุนจากก๊าซกำมะถัน สามารถแช่น้ำร้อนในห้องอาบน้ำ ถ้าไปเป็นหมู่คณะ ห้องละ 300 บาท หรือแช่เท้าน้ำอุ่นที่ไหลผ่านธารน้ำซึ่งแช่ฟรี

ดอยหัวหมด

ดอยหัวหมด อยู่ในเขตอำเภออุ้มผาง เป็นจุดชมทะเลหมอกที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่ง ลักษณะเป็นภูเขาหินปูน ที่ ทอดตัวเป็นแนวยาวหลายลูกติดต่อกัน บนภูเขาเหล่านี้ไม่มีต้นไม้ใหญ่ขี้น มีแต่ต้นหญ้าเตี้ย ๆ เช่น ปรง ต้นเทียน ซึ่งจะออกดอกบานในช่วงฤดูฝน ได้ชื่อว่า ดอยหัวหมด เพราะต้นไม้หายหมดส่วนใหญ่โปรแกรมท่องเที่ยว ดอยหัวหมดจะพ่วงไปกับการท่องเที่ยวน้ำตกทีลอซู

ดอยหัวหมด เป็นจุดชมวิวซึ่งเหมาะที่จะดูพระอาทิตย์ขึ้น-ตกและดูทะเลหมอกท่ามกลางทิวเขาสลับซับซ้อน ในยามเช้าโดยเฉพาะในช่วงปลายฝนต้นหนาวเวลา ควรขึ้นไปดูทะเลหมอกประมาณ 05.00-06.00 น. การชม ทะเลหมอกขึ้นยามเช้าควรไปถึงจุดชมวิวก่อนพระอาทิตย์ขึ้นเวลา 05.00-06.00 น. จะได้สัมผัสกับทะเลหมอกใน ตอนพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย อากาศบนดอยค่อนข้างเย็น มีลมพัด ตลอดเวลา
บรรยากาศของพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า

ทะเลหมอกดอยหัวหมดจะมี 2 จุด คือ จุดชมวิวจุดแรกอยู่ที่ กม.9 ต้องเดินขึ้นเขาไป 20 นาที ระยะทางประมาณ 1.5 ก.ม. เดินขึ้นไปตามเขาซึ่งชันเล็กน้อย แต่เดินง่ายไม่ลำบากมานัก ทะเลหมอกจุดนี้จะเป็นจุดที่งดงามที่สุด สามารถมองเห็นวิวได้โดยรอบ จุดชมวิวอีกจุดหนึ่งอยู่ประมาณ กม. 10 มีทางแยกซ้ายไปลานจอดรถ จากนั้นเดินทางเท้าขึ้นไปบนยอดดอยหัวหมดประมาณ 300 เมตร

จุดชมทะเลหมอก กม.9

การเดินทางไปดอยหัวหมด
1.โดยรถยนต์
จากตัวอำเภออุ้มผางไปยังเส้นทางหลวงหมายเลข 1090 ทางไปบ้านปะละทะ เมื่อไปถึงประมาณ กม. 10-11 จะพบทางแยกซ้ายไปดอยหัวหมดขับไปตามเส้นทางคับแคบก็จะถึงบริเวณที่จอดรถเชิงดอย

น้ำตกทีลอซู

น้ำตกทีลอซู ตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ห่างจากที่ทำการเขตฯ 3 กิโลเมตร ทีลอซู เป็นภาษากะเหรี่ยง แปลว่า น้ำตกดำ มีลักษณะเป็นน้ำตกภูเขาหินปูนขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนความสูงจาก ระดับน้ำทะเล 900 เมตร เกิดจากลำห้วยกล้อท้อ ลำน้ำทั้งสายตกลงสู่หน้าผาสูงชัน มีน้ำไหลแรงตลอดปี ความกว้างของตัวน้ำตกประมาณ 500เมตร ไหลลดหลั่นเป็นชั้น ๆ มีความสูงประมาณ 300 เมตร ล้อมรอบด้วย ป่าดงดิบที่สมบูรณ์ เป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 6 ของเอเชียตามความจริงต้องออกเสียงว่า “ทีลอชู” และ เป็นคำนามในภาษากะเหรี่ยงแปลว่า “น้ำตก” ชื่อ “ทีลอซู” เป็นความพยายามแปลความหมายทีละคำ โดย “ที” หรือ “ทิ” แปลว่า “น้ำ” “ลอ” หรือ “ล่อ” แปลว่า “ตก” แต่ “ชู” ไม่มีความหมายใกล้เคียง ดังนั้นจึงมีความพยายาม ทำให้เป็นคำที่มีความหมาย เนื่องจาก “ซู” แปลว่า “ดำ” จึงนำไปสู่การเรียกว่า “ทีลอซู” และแปลว่า “น้ำตกดำ”
น้ำตกทีลอซู
การเดินทางท่องเที่ยวน้ำตกทีลอซูหลังจากมาถึงจุดกางเต้นท์แล้ว จะมีเส้นทางเดินไปยังน้ำตก ระยะทาง 1.5 กม. เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติผ่านป่าไผ่และป่าเบญจพรรณ ระหว่างทางมีป้ายสื่อความหมายเกี่ยวกับธรรมชาติและ พืชพันธุ์ตามจุดต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวได้ศึกษา เมื่อถึงบริเวณน้ำตก จะเห็นละอองน้ำฟุ้งกระจายไปทั่วโขดหินเบื้อง ล่าง มองเห็นธารน้ำตกลงมาจากผาหินปูนซึ่งอยู่สูงประมาณ300ม. ตามแนวกว้างกว่า500 ม. ท่ามกลางป่าครึ้มอาจ แบ่งธารน้ำตกได้เป็นสามกลุ่ม คือกลุ่มด้านซ้ายมือ (เมื่อหันหน้าเข้าหาน้ำตก) เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดสูงที่สุด และเป็น ด้านที่สวยที่สุด มีธารน้ำตกหลายสายไหลลดหลั่นลงมาเป็นชั้นเชิง ส่วนกลุ่มตรงกลาง สายน้ำไหลลงมาจาก หน้าผาสูงชันใกล้เคียงกบกลุ่มซ้ายมือแต่ไม่เป็นชั้นและแคบกว่า ส่วนกลุ่มทางขวามือ มีสายน้ำตกมากและ หน้าผาเตี้ยกว่าสองกลุ่มแรก เมื่อมองทั้งสามกลุ่มรวมกันจะเห็น น้ำตกทีลอซู ที่ยิ่งใหญ่และสวยงามบริเวณ ด้านล่าง มีทางเดินไปยังจุดชมวิวทิวทัศน์บนยอดเขาฝั่งตรงกันข้าม เป็นจุดที่มองเห็น น้ำตกทีลอซู ได้สวยงาม และชัดเจนขึ้น ใช้เวลาเดินไปกลับประมาณ 1 ชม
น้ำตกทีลอซูกลุ่มด้านซ้ายมือและกลุ่มตรงกลาง ซูมใกล้ๆ
น้ำตกทีลอซู น้ำตกทีลอซู
น้ำตกทีลอซูกลุ่มทางขวามือ ไหลลงสู่เบื้องล่าง
น้ำตกทีลอซู น้ำตกทีลอซู
ทีลอซู ได้รับคำกล่าวขานถึงว่าเป็นน้ำตกที่สวยงามที่สวยงามที่สุดในประเทศไทย ได้กำหนดให้น้ำตกทีลอซู เป็นหนึ่งในเก้าตะวัน ตามโครงการมหัศจรรย์เมืองไทย 12 เดือน 7 ดาว 9 ตะวัน โดยมีจุดเด่นคือ “มหัศจรรย์รุ้งกินน้ำที่น้ำตกทีลอซู
ปลายทางของน้ำตกทีลอซูสายเล็กๆระหว่างเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ
น้ำตกทีลอซู น้ำตกทีลอซู
ท่องเที่ยวน้ำตกทีลอซู
1.ช่วงฤดูฝน ตั้งแต่ มิ.ย. – ก่อนถึงวันที่ 1 พ.ย.นักท่องเที่ยวจะต้องล่องเรือยางจากตัวเมืองอุ้มผางตามลำน้ำกลองซึ่งจะได้ชมวิวทิวทัศน์อละความสมบูรณ์ของ ผืนป่าตลอดเส้นทาง ผ่านบ่อน้ำร้อน น้ำตกทีลอจ่อที่ตกลงมาจากหน้าผาสูงและผ่านน้ำตกสายรุ้ง ซึ่งหากเดิน ทางไปในช่วงเวลาที่เหมาะสมก็จะเห็นรุ้งกินน้ำที่เกิดจากแสงที่ตกกระทบกับละลองน้ำของสายน้ำตก ผาผึ้ง ผาเลือด ผาบ่อง ผาโหว่ ก่อนจะแวะพักทานอาหารกลางวันกันริมน้ำใกล้ผาเลือด การล่องเรือจะใช้เวลา ประมาณ 3 ชั่วโมง มาจนถึงจุดเดินเท้าระยะทาง 9 กิโลเมตร ซึ่งนักท่องเที่ยวต้องเดินเข้าไปยังจุดกางเต้นท์ ของที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง เพราะยังไม่อนุญาติให้รถเข้า เส้นทางการเดินก็มีทั้งลาดชันขึ้นเขา ลงเขาและทางราบเรียบสลับกันไป เมื่อถึงที่ทำการพักผ่อน จากนั้นเดินเท้าเข้าไปยังน้ำตกอีกประมาณ 1.5 ก.ม. ก็จะถึงน้ำตกทีลอซู ในช่วงเวลานี้น้ำตกทีลอซจะมีปริมาณมาก ผืนป่าเขียวขจีและสีน้ำตกจะขุ่นเล็กน้อย รูปแบบนี้จะเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบการผจญภัยและเดินป่า

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม
หากมาเที่ยวในช่วงนี้ต้องเตรียมพร้อมร่างกายให้ดี เตรียมเสื้อกันฝน ถุงพลาสติก ลูกอม ยาดม หมวกให้พร้อม โดยเฉพาะรองเท้า ควรเลือกรองเท้าที่สวมใส่สบาย ในช่วงล่องเรือไม่ควรใส่รองเท้าผ้าใบอาจ เปียกน้ำและ ทำให้เดินไม่สบายเท้า แต่เมื่อมาถึงช่วงเดินทางการใส่รองเท้าผ้าใบจะสบายเท้าที่สุด หรือหากใช้รองเท้าแบบ สายรัด หรือแบบอื่น ก็ย่อมได้ แต่สำคัญที่สุดควรเตรียมถุงเท้าไปใส่ด้วยหลังจากล่องเรือเรียบรอยแล้ว เพราะ ระยะทางการเดินไกล ไม่ว่าจะใส่รองเท้าแบบไหน สบายแค่ไหน โดนกัดทุกราย การใส่ถุงเท้าจะช่วยป้องการได้ และควรเตรียมพลาสเตอร์ปิดแผลป้องกันไว้ด้วย

2. ช่วง 1 พ.ย. – เม.ย. ฤดูการท่องเที่ยว
อนุญาติให้นำรถเข้าไปได้ สามารถเดินทางโดยรถขับเคลื่อนสี่ล้อจากที่พักจน ถึงจุดกางเต้นท์ ที่ทำการเขตรักษา พันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง โดยไม่ต้องเดินให้เหนื่อย หรืออาจจล่องเรือยางตามลำน้ำแม่กลองชมความสวยงามของ ธรรมชาติมาจนถึงจุดต่อรถก็ได้ซึ่งแนะนำว่า ควรล่องเรือยางด้วยเพราะจะทำให้เห็นวิวสองข้างทาง ได้เห็นวิว ทิวทัศน์ระหว่าทางได้เห็นน้ำตกสายเล็กสายน้อย รวมทั้งน้ำตกทีลอจ่อด้วยซึ่งถือเป็นการท่องเที่ยวทีลอซูแบบ ดั้งเดิมที่ได้อรรถรสที่สุด และจากนั้นเมื่อถึงจุดกางเต้นท์แล้วก็เดินเท้าเข้าไปยังน้ำตกอีกประมาณ 1.5 ก.ม. ก็จะถึงน้ำตกทีลอซู เช่นกัน ในช่วงเวลานี้น้ำตกทีลอซู จะใส โดยเฉพาะช่วงกลางเดือนพ.ย.- ธ.ค. ปริมาณพอเหมาะและสีของน้ำตกจะสวยที่สุด
ลานกางเต้นท์และห้องน้ำ
น้ำตกทีลอซู น้ำตกทีลอซู
โปรแกรมท่องเที่ยวทีลอซู
โดยมากจะใช้บริการรีสอร์ทหรือบริษัททัวร์ ที่อยู่ในอๆเภออุ้มผางซึ่งมีให้บริการมากมาย มีให้เลือกหลายรูปแบบ ตั้งแต่เริ่มเดินทาง จากกรุงเทพ แม่สอด และอุ้มผาง โดยโปรแกรม ส่วนใหญ่จะคล้ายกัน คือ ใช้เวลา 3 วัน 2 คืน คืนแรกกางเต้นท์บริเวณจุดกางเต้นท์และเที่ยวน้ำตกทีลอซู หลังจากนั้นเดินทางกลับสู่ที่พักนอนรีสอร์ท 1 คืน เช้าวันต่อมาก็ตื่นแต่เช้าและพาไปดูทะเลหมอกยังดอยหัวหมด หลังจากนั้นก็เดินทางออกจากที่พักซึ่งนักท่องเที่ยว จะแวะไปเที่ยวที่ไหนต่อก็แล้วแต่จะจัดโปรแกรม หากใช้ บริการของบริษัททัวร์ที่เริ่มจากกรุงเทพก็อาจจ มีแวะ ไปเที่ยว ในแม่สอด น้ำตาพาเจริญ ดอยมูเซอ และตลาดริมเมย เป็นต้น

การเดินทางไปน้ำตกทีลอซู
1.โดยรถยนต์
จากกรุงเทพฯใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน)เดินทางสู่ จ.ตาก โดยก่อนถึงตัวเมืองตาก 7 กม.ให้เลี้ยว ซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 5(ตาก-แม่สอด) สู่ อ.แม่สอด ในระยะทาง 86 กม. แล้วก็จะเจอทางหลวงหมายเลข 1090 สุดทางสาย 1090 ที่อุ้มผาง เส้นทางจากแม่สอดไปอุ้มผาง เป็นเส้นทางลอยฟ้า ระยะทาง 169 กม. มีโค้ง 1219 โค้ง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง ในการผ่านพ้นจากเส้นทางนี้ เส้นทางแคบและคดเคี้ยวไปตามไหล่ เขา คนขับควรมีฝีมือในการขับรถที่ชำนาญพอสมควรสำหรับใครที่มีปัญหาเรื่องเมารถควรเตรียม ยาแก้เมารถ ไว้ด้วย
2.โดยรถประจำทาง
นั่งรถจากสถานีขนส่งหมอชิตใหม่ สายกรุงเทพ- แม่สอด ไปต่อรถเพื่อไปยังอำเภออุ้มผาง โดยรถสองแถวจาก อ.แม่สอด ไปยังอุ้มผาง เที่ยวแรก 07.00น. ออกชม.ละคัน เที่ยวสุดท้ายเวลา 15.00 น. ค่าโดยสารคนละ 120 บาท

วัดคีรีวงศ์

วัดคีรีวงศ์ ตั้งอยู่บนเขาดาวดึงส์ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ วัดคีรีวงศ์มีองค์มหาเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์คือพระจุฬามณีเจดีย์ ซึ่งเป็นทองเหลืองอร่าม ไปทั้งเจดีย์ เมื่อขึ้นไปถึงฐานพระเจดีย์ชั้น 4 จะมองเห็นภูมิทัศน์อันสวยงามของเมืองนครสวรรค์ในระยะไกลประมาณ 10กิโลเมตร ถ้ามองไปทางทิศตะวันออก จะมองเห็นเขากบ บึงบอระเพ็ด และตลาดปากน้ำโพ หากมองไปทางทิศใต้ จะเห็นอุทยานสวรรค์ ต้นแม่น้ำ เจ้าพระยา ศาลากลางจังหวัดนครสวรรค์ และเขาจอมคีรีนาคพรต หันไปทางทิศตะวันตก จะเห็นภูเขาน้อยใหญ่ ทอดตัวตระหง่าน อยู่เป็นช่วง ๆ โดยมีภูเขาหลวงเป็นฉากกั้นยามพระอาทิตย์อัสดง จะเป็นภาพที่งดงามชวนให้หลงใหลในภาพที่ธรรมชาติตกแต่งขึ้น

พระจุฬามณีเจดีย์ เป็นองค์เจดีย์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนยอดเขาด้านในเจดีย์ มีทั้งหมดสี่ชั้น ด้านหน้าบนฐานชั้นแรกเป็นที่จุดธูปเทียนบูชา ชั้นที่สองจะมี รูปหล่อเหมือนขนาดเท่าองค์จริงของพระชื่อดังหลายองค์ เช่น รอยพระพุทธบาทจำลอง 12 ราศี, พระพุฒาจารย์โตวัดระฆัง ,หลวงปู่ทวดวัดช้างไห้, หลวงพ่อสดวัดปากน้ำและอีกหลายองค์ ให้ประชาชนกราบไหว้และปิดทองเพื่อเป็นสิริมงคลให้กับตนเองถือว่า มีรูปหล่อพระเกจิที่สำคัญเกือบทุก รูปเลยก็ว่าได้และ ทางด้านข้างในชั้นสองนี้ ก็มีวัตถุมงคลที่ทางวัดจัดสร้างวางไว้ภายในตู้ให้ผู้ที่สนใจ เช่าบูชาติดตัวกลับไปที่บ้านมีหลายอย่างหลายพุทธคุณ
ชั้นที่สามพระจุฬามณีเจดีย์ ประดิษฐานพระพุทธรูปจำลองที่สำคัญของเมืองไทยไว้ไห้ ประชาชนได้กราบไว้บูชามีพระแก้วมรกต ,พระพุทธชินราช ,พระพุทธโสธร,พระพุทธรูปวัดไร่ขิง นอกจากนั้นยังมีการทำบุญถวายสังฆทานกับพระอาจารย์ ทางด้านในอีกด้วย ขึ้นไปทางชั้นบนสุดของมหาเจดีย์ ภายในโดมเจดีย์ จะมีภาพวาดจิตรกรรมฝาผนัง เกี่ยวกับพุทธประวัติสวยงามมาก ๆ ตรงกลางจะ ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุไว้บนแท่นเจดีย์องค์เล็ก เพื่อให้ผู้คนได้กราบไหว้บูชาภายในสวย มาก ๆ ทางด้านนอกจะมีรูปเหมือน หลวงพ่อมหาบุญรอด ซึ่งเป็นพระที่สร้างมหาเจดีย์แห่งนี้ พร้อมกับ ประวัติของท่าน เชิญนมัสการกราบไหว้องค์หลวงพ่อท่านก่อนที่จะชม วิวสวย ๆเมืองนครสวรรค์และรับกับอากาศดี ๆ ที่แสนจะสบายครับ
องค์พระเจดีย์ชั้น 4มองเห็นวิวของเมืองนครสวรรค์ได้ในมุมกว้าง โดยจะมองเห็นบึงบอระเพ็ด ควรมาชมวิวช่วงเช้าและเย็น เห็นวิวสวย มาก เป็นสถานที่ที่เหมาะในการปฏิบัติธรรมอีกแห่งหนึ่ง เป็นมหาเจดีย์ที่สร้างไว้อย่างยิ่งใหญ่และสวยงามด้วยศิลปกรรมที่น่าชื่นชม พร้อมกันนั้นยัง ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ ๆ ของเมืองไทยไว้มากมาย มีพระพุทธรูปจำลองที่สำคัญของประเทศไทยไว้ให้สักการะบูชา องค์ คือ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) พระพุทธชินราชจำลอง พระพุทธโสธรจำลอง และพระพุทธรูปหล่อพ่อวัดไร่ขิง และภายในโดมเจดีย์ ได้วาดภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพระพุทธประวัติไว้ให้ชมด้วย วัดคีรีวงศ์ เป็นที่ตั้งศูนย์เผยแผ่พระพุทธศาสนา จังหวัดนครสวรรค์ในความอุปถัมภ์ของ กรมการศาสนา เป็นที่ตั้งอุทยานการศึกษา ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ และเป็นสำนัก ปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งที่ 1วัดคีรี-วงศ์มี เจ้าคุณพระวิกรมมุนี (พระมหาบุญรอด ปญฺญาวโร ป.ธ.5) รองเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ เป็นปฐมเจ้าอาวาสตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519ถึงปัจจุบัน

การเดินทางไปวัดคีรีวงศ์
เขาดาวดึงส์ วัดคีรีวงศ์ ตั้งอยู่ที่ ถนนมาตุลี และถนนดาวดึงส์ ตรงข้ามวิทยาลัยอาชีวศึกษานครสวรรค์ ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ ทางขึ้นไปยอดเขาเป็นทางคอนกรีตอย่างดีถนนกว้าง ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร เดินทางสะดวกสบาย ประตูทางเข้าด้านล่างเปิด 7.00-18.00 ทุกวัน รถบัสขนาดใหญ่ก็ขึ้นได้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร 056-222009,056-226199 หรือโทรไปที่ 056-514982 เดินทางมาบนถนนหมายเลย 1 มุ่งตรงเข้าตัวเมืองนครสวรรค์ ข้ามสะพานเดชาติวงศ์ ใช้ถนน นครสวรรค์-พิษณุโลก ถึงสี่แยกแล้วเลี้ยวขวา ไปประมาณ 1กิโลเมตร จะถึงทางขึ้นเขาดาวดึงส์

เดินทางโดยรถประจำทาง มีรถวิ่งจากขนส่งกรุงเทพเข้าตัวเมืองนครสวรรค์ สายกรุงเทพ-นครสวรรค์ และอีกหลายสายในภาคเหนือ ทุกวัน จากนั้นใช้บริการรถท้องถิ่นขึ้นไปยังเขาดาวดึงส์